Home  |  FAQs  |  Send Enquiries ค้นหา      Shopping cart  .  English version  
  Main Menu
ความเป็นมา
ประวัติผู้ก่อตั้ง
ครูฝึก
ห้องสมุดความรู้
กระดานถามตอบ
ปฏิทินกิจกรรม
ลิงค์
หลักสูตรเทนนิส
 
  เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
Jiro's Website
Web Site ที่มีข้อมูลนักเทนนิสไทยมากที่สุด
ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย
ผู้บริหาร, นโยบาย, สโมสรเครือสมาชิก
 

พลังการสวดมนต์
Dated: 8 Mar 2004
“I would never trust a healer who does not have respect for both science and spirituality” LARRY DOSSEY, M.D.

ต้องนับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมากต่อความเข้าใจของคนสมัยใหม่ว่า ทำไมถึงได้มี “การสวดมนต์” กัน คนสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเชื่อและไม่ศรัทธาต่อเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ดูจะขัดกันกับ “ระบบคิดทางวิทยาศาสตร์” แต่บางคนที่เปิดใจหน่อยก็ได้แต่เพียงใช้คำที่ว่า “ถ้าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่”

ผมก็คงต้องมีคำถามกระทุ้งใจคนสมัยใหม่กันหน่อยครับว่า “ระบบคิดทางวิทยาศาสตร์” ที่ใช้กันอยู่จนนำมาเป็นมาตรฐานทางสังคม มาตรฐานการใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้นแน่ใจหรือว่าถูกต้องดีแล้ว? แน่ใจหรือว่าทันสมัยดีพอ? หรือเป็นเพียง “วิทยาศาสตร์เก่า” ที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17

กรอบความคิดแบบวิทยาศาสตร์เก่าที่ว่าเหล่านี้ได้เข้ามีผลและแทรกซึมเข้าไปใน “วิถีชีวิต” ของคนสมัยใหม่แบบที่ไม่รู้สึกตัวมานานแล้วว่าต้องเชื่อสิ่งที่เห็นจริงเท่านั้น แต่ก็แปลกใจที่ในบางครั้งสิ่งที่เห็นอยู่ว่าจริง ก็ยังรู้สึกไม่เชื่อหรือเชื่อไม่ได้ โดยที่ลืมคิดไปว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าตนเอง แต่เป็นเพราะกรอบความคิดของตัวเองต่างหากที่ตั้งกรอบไว้และไม่ยอมรับสิ่งที่อยู่นอกกรอบ

ผมอยากจะยกตัวอย่างงานวิจัยทางการแพทย์ที่น่าสนใจมากงานหนึ่ง ได้ “ชกหมัดตรงใส่หน้า” วิทยาศาสตร์เก่าแบบชนิดที่เรียกว่า “หน้าหงาย” ที่ไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมผลงานวิจัยถึงได้มีผลออกมาแบบนั้น

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของคุณหมอโรคหัวใจชาวอเมริกันท่านหนึ่งที่ชื่อ Randolf. Byrd, M.D. ที่ทำตั้งแต่ปี 1988 แล้ว โดยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ว่ามีผลอย่างไรต่อคนไข้ที่ได้รับการสวดมนต์ให้ คุณหมอ Byrd ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ในคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดจำนวน 393 คน ที่โรงพยาบาลซานฟรานซิสโก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 192 คน เป็นคนไข้กลุ่มที่มีกลุ่มสวดมนต์ในโบสถ์ทางคริสตศาสนาเป็นผู้สวดภาวนาให้ และกลุ่มที่สองจำนวน 201 คน เป็นคนไข้ที่ไม่มีคนคอยสวดมนต์ให้ ส่วนตัวแปรด้านอื่น ๆ เช่น การใช้ยา อายุ เพศ ความก้าวหน้าของโรค ได้รับการควบคุมให้เป็นไปอย่างสุ่มตามมาตรฐานงานวิจัยเป็นอย่างดี

ผลการทดลองเมื่อผ่านไป 10 เดือน พบว่าคนไข้โรคหัวใจในกลุ่มหนึ่งซึ่งมีคนคอยสวดมนต์ให้นั้นใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่าคนไข้ในกลุ่มที่สอง 5 เท่า เกิดสภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจในเรื่องน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) น้อยกว่า 3 เท่า ถูกใส่ท่อช่วยหายใจ (Endotracheal Intubation) น้อยกว่า 12 เท่า


ผลการทดลองครั้งนี้มีนัยสำคัญทางสถิติที่เชื่อถือได้ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ (ยังมีงานวิจัยที่ได้ควบคุมตัวแปรอื่น ๆ เป็นอย่างดีอีกหลายรายการในทำนองเดียวกันนี้)

งานวิจัยครั้งนี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย “วิทยาศาสตร์เก่า” ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์แบบวัตถุ วิทยาศาสตร์แบบเส้นตรง แบบที่ใช้กันมาได้เลยว่า ทำไมการสวดมนต์จึงมีผลต่อการรักษาของคนไข้ได้มากมายขนาดนี้ อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้สามารถใช้ “วิทยาศาสตร์ใหม่” อย่างเช่นควอนตัมฟิสิกส์มาอธิบายได้ โดยไม่ได้ใช้  “ไสยศาสตร์” เหมือนอย่างที่หลายท่านอาจจะนึกถึง

แต่หลายคนก็อาจจะแย้งว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ใช้ควอนตัมฟิสิกส์กันอยู่ดาษดื่นแล้ว ผมอยากจะเรียนว่าจริง ที่โลกปัจจุบันต่างก็ใช้ประโยชน์ของควอนตัมฟิสิกส์อยู่แต่เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง ที่ปัจจุบันมนุษย์ได้นำประโยชน์ของควอนตัมฟิสิกส์มาใช้แต่เพียงแค่ในเรื่องของวัตถุเพื่อสร้างเทคโนโลยีเท่านั้น ไม่ได้โยงลึกเข้าไปในเรื่องของ “พลังงาน” ของจิตใจเลย

แม้จะค่อนข้างยากต่อความเข้าใจไปบ้าง เพราะจะขัดกับกรอบความคิดและความเข้าใจของคนสมัยใหม่ แต่ผมก็คิดว่ามีความสำคัญ เพราะในควอนตัมฟิสิกส์นั้น สสารและพลังงานนั้นเปลี่ยนรูปไปมาระหว่างกันได้

ร่างกายที่เป็นวัตถุของเรานั้นแท้ที่จริงก็มีสภาพของความเป็นคลื่นอยู่ด้วย ความคิดของเราหรือใครจะเรียกว่า “จิต” หรือ “ใจ” นั้น แน่นอนว่าก็คือกลุ่มของพลังงานชนิดหนึ่ง ซึ่งจะมีผลต่อกลุ่มพลังงานกลุ่มอื่นด้วย

ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของพลังงานทั้งหมดในจักรวาลนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและมีผลต่อกันและกันอย่างแยกไม่ออก เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับการที่โยนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำที่จุดหนึ่งก็จะต้องเกิดคลื่นกระทบทั่วไปกับน้ำทั้งบ่อนั้นนั่นเอง

สภาพที่มีผลต่อกันในเรื่องของพลังงานในจักรวาลทั้งหมดนั้น เป็นสภาพที่คุณหมอ Larry Dossey, M.D. ใช้คำว่า “NonLocal” กล่าวคือพลังงานนั้นสามารถเคลื่อนไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัดไม่ติดกับมิติในเรื่องระยะทางหรือเวลา

และเจ้าความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงต่าง ๆ นั้นสามารถอธิบายได้ด้วยสูตรทางควอนตัมฟิสิกส์ได้ทั้งหมด ด้วยสูตรและทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย เป็นต้นว่า “Bell Theorem” ที่คิดขึ้นโดยนักฟิสิกส์ชาวไอริชที่ชื่อ John Stewart Bell บอกไว้และมีผลการทดลองทางฟิสิกส์ยืนยันได้ชัดเจนว่า

“ถ้าวัตถุที่อยู่ไกลกันสองอย่างได้มาสัมผัสกัน (Contact) แล้ว หากว่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพในวัตถุชิ้นหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพในวัตถุอีกชิ้นหนึ่งด้วยโดยที่ไม่ว่าวัตถุทั้งสองจะถูกนำแยกออกไปห่างกันสักแค่ไหนก็ตาม”

ในเรื่องของการสวดมนต์นั้นจึงเป็นเรื่องของ “พลังงานควอนตัม” ที่แน่นอนย่อมจะส่งผลไปยัง “เป้าหมาย” ที่ต้องการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หรืออาจจะเลือกพูดในอีกแบบหนึ่งซึ่งจะเป็นที่เข้าใจได้ง่ายกว่าบ้างก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ที่ “จิตสำนึก” หรือ “จิต” หรือจะเรียกว่าอะไรก็ก็แล้วแต่ของมนุษย์นั้นมีผลต่อระบบหนึ่งของร่างกายที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ค้นพบไม่นานนี้ และถือว่าเป็นสาขาวิชาใหม่ในทางการแพทย์สาขาหนึ่งเลยทีเดียว ก็คือเรื่องของสาขาวิชา “Psychoneuroimmunolgy” ที่มีการพิสูจน์ได้จริงทางวิทยาศาสตร์ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทางวิทยาศาสตร์ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในระบบประสาทระบบภูมิคุ้มกัน และระบบการทำงานของจิตใจที่มีเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก

ถ้าอธิบายด้วยสิ่งที่เป็นจริงจากสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์สาขานี้ ก็อธิบายได้ว่า การสวดมนต์นั้นเป็นการ “เพ่งความคิด” อย่างหนึ่งของมนุษย์เป็นการเพ่งที่อาศัยการรวมตัวของพลังความคิดที่ค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าเป็นไปตามทฤษฎีของสาขาวิชาที่ว่านี้ การทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ก็ย่อมจะได้รับผลจาก “การเพ่งความคิด” จากการสวดมนต์นั้นได้จริง

ขณะนี้ ถึงเวลาหรือยังที่แพทย์สมัยใหม่จะสามารถเขียนสั่งในใบสั่งยา หรือเขียนในใบออร์เดอร์ที่ใช้ในโรงพยาบาล เป็นทำนองว่า “ให้สวดมนต์บท...(ชื่อบทสวดแทนที่จะเป็นชื่อยา)...นาน 15 นาที สามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน” เป็นต้น

น.พ.วิธาน ฐานะวุทฒ์

(จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2546)

 
Contact Us
 

Please send all comments to email : scpyramid@yahoo.com
or
Tel. (02)-737-3600    Fax. (02)-737-3949
Monday - Friday  09:00 am - 17:00 pm

Developed by Pyramid Tennis Academy
Copyright ฉ 1999-2002, Sport Universe Co.,Ltd.